วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558

การคิด Thinking

การคิด (Thinking)
                การคิด หมายถึง เป็นกระบวนการทางสมองในการสร้างสัญลักษณ์หรือภาพให้ปรากฏในจิตใจ  ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติสำหรับพฤติกรรมทั้งภายในและภายนอก
                ทักษะการคิด หมายถึงความสามารถหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาในการใช้ความคิด  ซึ่งแต่ละคนทักษะการคิดจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนนั้นได้พัฒนาการใช้ความคิดมากน้อยเพียงใด  และรูปแบบหรือกระบวนในการคิด โดยทักษะการคิดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้
1)    ทักษะการคิดพื้นฐาน  
-                   ทักษะการสื่อสารความคิด หมายถึงความสามารถในการนำเสนอความคิดทั้งในรูปแบบของการพูดและการเขียนได้ชัดเจนและเหมาะกับบริบท สามารถฟังและถอดความหมายได้อย่างถูกต้อง ใช้การสื่อสารเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย รู้จักใช้สื่อและเทคโนโลยีการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม ประกอบด้วย 1) สื่อชัดเจน 2) ถูกต้อง 3) เหมาะสม 
-                   ทักษะการคิดที่เป็นแกน  เป็นทักษะการคิดที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดำรงชีวิต  เช่นการสังเกต การสำรวจ การถามและการตีความ เป็นต้น
2)    ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดซับซ้อน
        เป็นทักษะการคิดที่ต้องอาศัยทักษะในการสื่อความหมายและทักษะการคิดเป็นแกนหลายๆ ทักษะในแต่ละขั้นจะพัฒนาได้เมื่อผู้เรียนได้ผ่านการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนชำนาญแล้ว
        ลักษณะการคิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1.             ลักษณะการคิดทั่วไปที่จำเป็น
-                   คิดคล่อง คิดเพื่อให้ได้ความคิดจำนวนมากๆและรวดเร็ว
-                   การคิดหลากหลาย  เพื่อให้ได้ความคิดที่มีลักษณะหรือรูปแบบต่างกัน
-                   การคิดละเอียดชัดเจน  เพื่อให้ได้ความคิดที่ชัดเจนผ่านการคิดที่ผ่านการพิจารณาแล้ว
2.             ลักษณะการคิดที่เป็นแกนสำคัญ
-                   การคิดถูกทาง
-                   คิดอย่างมีเหตุผล
-                   คิดกว้าง
-                   ควบคุม
-                   คิดลึกซึ้ง
-                   คิดไกล
กระบวนการคิด 

        เป็นกระบวนการทางสมองที่มีการวางแผนการเรียนรู้  การเชื่อมโยงความสัมพันธ์  การจัดประเภท  เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความตั้งใจ การรับรู้ การจำ จินตนาการ และการเรียนรู้ทักษะ   กระบวนการคิดจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งมากระตุ้น  

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2558

การคิดเชิงระบบ Systems Thinking



การคิดเชิงระบบ Systems Thinking
หมายถึง การคิดในลักษณะเชื่อมโยง คิดมองแบบภาพรวมให้เห็นภาพทั้งหมด รู้จักสังเคราะห์และมองเห็นปฏิสัมพันธ์ต่างๆของระบบ ทั้งในสัมพันธ์เชิงลึกและสัมพันธ์แนวกว้าง รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนอันเป็นการคิดแบบกระบวนการ หรือที่เราเรียกกันว่า “วิธีคิดแบบองค์รวม”
หมายถึง การคิดที่มีความเข้าใจ เชื่อมโยง มีความเชื่อในทฤษฎีระบบเป็นพื้นฐานในสมอง คนปกติมีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบในสรรพสิ่งที่อยู่ในในโลกที่สอดคล้องกับทฤษฎีระบบอยู่แล้ว  เพียงแต่ความสามารถในการทำได้ดีในระดับความเข็มข้นของระบบแตกต่างกัน 


Barry Richmond, 1987 ได้แสดงทัศนะว่า
             Systems Thinking is the art and science of making reliable inferences about behavior by developing an increasingly deep understanding of underlying structure.
               คือ ระบบคิดเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์ในการทำข้อสรุปที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับพฤติกรรมโดยการพัฒนาความรู้ความเข้าใจมากขึ้นของโครงสร้างพื้นฐานทฤษฎีระบบ



         








              
              ระบบ คือการรวบรวมส่วนประกอบต่างๆที่มีความสัมพันธ์กันภายในและมีปฏิสัมพันธ์กันโดยส่วนประกอบทั้งหลายนั้นจะร่วมกันทำงานอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้การดำเนินงานนั้นบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
วิธีระบบหรือวิถีระบบ (systems Approach) หมายถึงกระบวนการที่ทำให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผลลัพธ์ที่กำหนดซึ่งอยู่บนพื้นฐานหลักการความต้องการเป็นรูปแบบหนึ่งของการแก้ปัญหาเชิงตรรถวิทยา
ทฤษฎีระบบพื้นฐาน (Basic  Systems  Theory) ขององค์การซึ่งมี 5 ส่วน  คือ  ปัจจัยป้อน  กระบวนการแปรรูป  ผลผลิต  ข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อม 
1.  ปัจจัยป้อน (Inputs)  คือทรัพยากรที่เป็นบุคคล  วัสดุอุปกรณ์  เงิน  หรือข้อมูลที่ใช้ในการผลิตหรือการบริการ
2.  กระบวนการแปรรูป (Transformation Process) จาการใช้เทคโนโลยีและหน้าที่ในทางการบริหารตัวป้อนนำไปสู่กระบวนการแปรรูป ในโรงเรียนปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูเป็นส่วนหนึ่งของการแปรรูปหรือกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งทำให้นักเรียนกลายเป็นพลเมืองที่มีการศึกษา ซึ่งสามารถทำประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป
3.  ผลผลิต (Output) ได้แก่ ผลิตภัณฑ์และการบริการขององค์การ องค์การทางการศึกษาผลิตและแจกจ่ายความรู้
4. ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) คือ สารสนเทศเกี่ยวกับผลผลิตหรือกระบวนการขององค์การ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการคัดเลือกตัวป้อนระหว่างวงจรต่อไป ข้อสารสนเทศเช่นนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งในกระบวนการแปรรูปและผลผลิตในอนาคต
5. สภาพแวดล้อม (Environment) สภาพแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบองค์การ ได้แก่ แรงผลักดัน (Forces) ทั้งด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่มาปะทะกับองค์การ
ดังนั้นการสร้างกรอบแนวคิดให้องค์การเป็นระบบเปิด (Open System) จึงเป็นแนวคิดรวบยอดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของทฤษฏีระบบองค์การที่เป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาทั้งหมดเป็นระบบเปิด











ขั้นตอนของวิธีการเชิงระบบ
1.   ทำความเข้าใจปัญหาระบุปัญหา/โอกาสของระบบ
2.   รวบรวมข้อมูลเพื่ออธิบายปัญหาและโอกาส
3.   ระบุทางแก้/ทางเลือกในการแก้ปัญหา
4.   ประเมินในแต่ละทางเลือก
5.   เลือกทางแก้ที่ดีที่สุด
6 .ปฏิบัติการตามทางแก้ที่เลือกไว้
 7.   ประเมินความสำเร็จของการปฏิบัติตามทางเลือก

แหล่งข้อมูล 
http://www.thwink.org/sustain/glossary/SystemsThinking.htm

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

Training, Coaching, Counselling, Mentoring

ความแตกต่างของ Training, Coaching, Counselling, Mentoring
Training แปลเป็นไทยว่าการฝึกอบรม ซึ่งพนักงานและผู้จัดการส่วนใหญ่ในองค์กรบ้านเรามีความเข้าใจคำนี้ตรงกันมากที่สุด ความหมายง่ายๆ ของคำนี้ก็คือ การที่พนักงานไปเข้าชั้นเรียน ที่มีการเรียนการสอน เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ ทักษะในการทำงานด้านต่างๆ เป้าหมายของการฝึกอบรมก็คือ การเพิ่มพูนความรู้ ทักษะใหม่ๆ ให้กับพนักงาน โดยอาศัยวิทยากร และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ด้านนั้นมาถ่ายทอดให้ฟังกัน
Coaching แปลเป็นไทยว่าการสอนงาน ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนเท่ากับความหมายของคำๆ นี้จริงๆ โดยความหมายที่แท้จริงของคำว่า Coaching นั้นก็คือ การช่วยทำให้ผู้ถกโค้ชสามารถตระหนักถึงความสามารถของตนเองในการไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ ผมชอบความหมายของคำว่า Coaching ที่เขียนไว้เป็นภาษาอังกฤษว่า “Helping people to unlock their potential” ซึ่งก็คือ เป็นการช่วยให้พนักงานได้รู้ว่าตนเองมีศักยภาพอะไรบ้าง เป็นการปลดล็อค ข้อจำกัดในตัวเอง เพื่อจะได้ไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นการช่วยให้พนักงานได้เรียนรู้ เป็นการส่งเสริม กระตุ้น และผลักดัน ให้พนักงานได้เรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง และสามารถที่จะรู้ได้ด้วยตนเอง มากกว่าการมานั่งสอนกันทีละขั้นทีละตอน แบบนี้เราจะเรียกกว่า Teaching มากกว่า
Counselling การให้คำปรึกษาหารือ คำนี้จริงๆ แล้วแตกต่างกับสองคำข้างต้นค่อนข้างมาก แต่ก็เห็นหลายคนใช้ปะปนกันไปมาเหมือนกัน การ Counselling นั้น เป็นการให้คำปรึกษาหารือ โดยเน้นไปที่การแก้ปัญหาในอดีตที่ผ่านมา เป็นการช่วยให้พนักงานสามารถที่จะก้าวผ่านปัญหาในอดีตที่อาจจะมีผลต่อผลงานในอนาคต แต่ถ้าเป็นการ Coaching จะเน้นไปที่อนาคต เพื่อจะดูว่า เราจะทำให้พนักงานไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างไร ด้วยวิธีการใดบ้าง มองอนาคตเป็นหลัก แต่การ Counselling จะมองอดีตเป็นหลัก เช่นพนักงานมีปัญหาเรื่องของความท้อแท้ หมดพลัง แบบนี้ก็ต้องแก้ไขที่อดีต ลักษณะนี้จะถือเป็นการ Counselling มากกว่า Coaching
Mentoring หรือภาษาไทยใช้คำว่า พี่เลี้ยง ลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยงก็คือ เป็นการนำเอาคนที่มีประสบการณ์มากๆ มากให้คำแนะนำถึงแนวทางต่างๆ ในการทำงาน โดยเน้นไปที่ให้คนๆ นั้นเป็นตัวอย่างที่ดี (Role Model) เพื่อที่จะทำให้พนักงานเข้าใจวิธีการและแนวทางในการทำงานมากขึ้น แต่คำว่า Coaching นั้น คนที่เป็น Coach อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทุกอย่าง แต่ต้องมีความสามารถที่จะช่วยให้พนักงานหาคำตอบนั้นได้ด้วยตนเอง
ดังนั้นถ้าท่านต้องการใช้คำว่า Coaching เพื่อการบริหารผลงานแล้ว สิ่งที่ท่านจะต้องเน้นมาก็คือ คนที่เป็นโค้ช จะต้องเป็นผู้ที่ช่วยให้พนักงานตระหนักถึงความสามารถของตน และสามารถที่จะหาทางออกเพื่อไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ ด้วยตนเองได้ ถ้ายังหาไม่เจอ หรือยังไม่ใช่ โค้ชก็จะค่อยๆ ชี้แนะไปเรื่อยๆ แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้คำตอบทุกอย่าง
เมื่อเห็นภาพดังนี้แล้ว ผมคิดว่าน่าจะพอเห็นภาพของคำว่า Coaching ในระบบบริหารผลงานมากขึ้นนะครับ เนื่องจากในระบบบริหารผลงานนั้น เราจะต้องบริหารพนักงานให้เขาสร้างผลงานให้ได้ตาม KPI ที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือเป้าหมายในอนาคตที่องค์กรต้องการ ดังนั้นคำว่า coaching ก็จะเข้ามามีส่วนมากหน่อย เพราะเป็นการช่วยพนักงานโดยการมองไปที่อนาคตมากกว่าอดีต และเป็นการทำให้พนักงานตระหนักว่าตนเองมีความสามารถในการทำงานให้ได้ตาม KPI ที่ตั้งไว้ได้ โดยที่หัวหน้าอาจจะไม่ได้เป็นผู้บอกคำตอบ แต่จะเป็นผู้ชี้แนะ และใช้คำถามเพื่อให้ลูกน้องได้คิด ไตร่ตรอง และหาแนวทางนั้นได้ด้วยตนเอง
ถ้าเราทำให้พนักงานสามารถคิดหาแนวทางได้ด้วยตนเองจริงๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ พนักงานจะเก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น คิดหาทางแก้ไขปัญหาได้ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งนี่ก็คือ ผลดีของการ Coaching
อย่าลืมนะครับว่า Coaching is Helping people to unlock their potential.
แหล่งที่มา
ประคัลภ์ ปัณฑพลังกูร: Think People Consulting / มิถุนายน 26, 2014

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

การบริหารจัดการในห้องเรียน 
(Classroom Management)
           หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในห้องเรียน การจัดการกับพฤติกรรมของนักเรียน การสร้างวินัยในชั้นเรียนตลอดจนร่วมกันสร้างกฎระเบียบระหว่างครูกับนักเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู และการพัฒนาทักษะการสอนของครูให้สามารถกระตุ้นพร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ



          








          บรรยากาศในห้องเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมให้นักเรียนเกิด ความสนใจในบทเรียนและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น การสร้าง บรรยากาศที่อบอุ่น ที่ครูให้ความเอื้ออาทรต่อนักเรียน ที่นักเรียนกับนัก เรียนมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรต่อกันที่มีระเบียบ มีความสะอาด เหล่านี้เป็นบรรยากาศที่นักเรียนต้องการ ทำให้นักเรียนมีความสุขที่ได้มาโรงเรียนและในการเรียนร่วมกับเพื่อนๆ ถ้าครูผู้สอนสามารถสร้างความรู้สึกนี้ให้เกิดขึ้นต่อนักเรียนได้ ก็นับว่า ครูได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาเยาวชนของประเทศชาติให้เติบโตขึ้นอย่างสมบรูณ์ ทั้งทางด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม โดยแท้จริง ดังนั้นการสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งประมวลได้ดังนี้
           1. ช่วยส่งเสริมให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น เช่น ห้องเรียนที่ไม่คับแคบจร เกินไป ทำให้นักเรียนเกิดความคล่องตัวในการทำกิจกรรม
           2. ช่วยสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีงามและความมีระเบียบวินัยให้แก่ผู้เรียน เช่น ห้องเรียนที่สะอาด ที่จัดโต๊ะเก้าอี้ไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน นัก เรียนจะซึมซับสิ่ง เหล่านี้ไว้โดยไม่รู้ตัว
           3. ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้เรียน เช่น มีแสงสว่างที่เหมาะสม มีที่นั่งไม่ ใกล้กระดานดำมากเกินไป มีขนาดโต๊ะและเก้าอี้ที่เหมาะสมกับวัย รูปร่างของนักเรียนนักศึกษา ฯลฯ
           4. ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างความสนใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดมุมวิชาการการจัดป้ายนิเทศ การตกแต่งห้องเรียนด้วยผลงานของนักเรียน
           5. ช่วยส่งเสริมการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เช่น การฝึกให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การฝึกให้มีอัธยาศัยไมตรีในการอยู่ร่วมกัน ฯลฯ
           6. ช่วยสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนและการมาโรงเรียน เพราะในชั้นเรียนมีครูที่เข้า ใจนักเรียน ให้ความเมตตาเอื้ออารีต่อนักเรียน และนักเรียนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน          
           กล่าวโดยสรุปได้ว่า ครูคือผู้มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของการจัดการห้องเรียน ครูต้องเห็นความสำคัญของการจัดการชั้นเรียนแล้วเห็นประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับคือ จะช่วยส่งเสริมและสร้างเสริมผู้เรียนในด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ทำให้นักเรียนเรียนด้วยความสุข รักการเรียน และเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ในที่สุด
เป้าหมายของการบริหารจัดการห้องเรียน 
           เพื่อการพัฒนานักเรียนในการควบคุมตนเอง เพื่อให้มีชีวิตและทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข ครูซึ่งเป็นผู้นำในการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนนั้น จำเป็นต้องมีเป้าหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียนที่ถูกต้อง กล่าวคือ เพื่อมุ่งสร้างนิสัยของการใฝ่รู้ มิใช่เพื่อมุ่งให้นักเรียนเกิดความสุขสนุกในการเรียนเพียงอย่างเดียว ควรมุ่งสร้างคุณลักษณะของการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น การพึ่งตนเองให้มากกว่าพึ่งผู้อื่น และการเป็นคนมีความคิดใฝ่สร้างสรรค์ เพื่อดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไปในอนาคต ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้
           1. เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่จะควบคุมตังเองได้มากขึ้น เช่น เวลาต้องการสิ่งใดจะอดทนรอได้แสดง กิริยาตอบโต้ด้วยอารมณ์ที่สมเหตุสมผล ลดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรง ลดการกระทำตามใจตนเอง
           2. เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับผลการกระทำของตัวเอง เด็กต้องเรียนรู้ว่าตัวเองกระทำเช่นนั้น จะเกิดผลตามมาอย่างไร เช่น การลุกจากที่บ่อยๆ จะไม่มีงานของตนเองส่งครู หรือการพูดจาไม่สุภาพ เพื่อนจะไม่พูดด้วย
           3. เพื่อให้นักเรียนรับผิดชอบตัวเอง และพึ่งพาคนอื่นตามจำเป็นอย่างเหมาะสม เด็กที่มีความต้องการพิเศษอาจมีสิ่งที่ต้องพึ่งพิงหรือขอให้คนอื่นช่วยในหลายกรณี เช่น เด็กหูตึง อาจจะให้เพื่อนที่อยู่ใกล้บอกสิ่งที่ครูพูดให้ฟัง เป็นต้น
           4. เพื่อเป็นการสนับสนุนและกระตุ้นให้นักเรียนสนใจการเรียน เพราะบรรยากาศในชั้นเรียนมีลักษณะของการมอบหมายงานที่ไม่ทำให้นักเรียนเคร่งเครียดเกินไป มีความเป็นระเบียบของห้องเรียน
           นอกจากนี้ การจัดการห้องเรียน ยังช่วยสนับสนุนให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน และสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย 

การจัดห้องเรียนเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้
        การจัดบรรยากาศในห้องเรียน คือ  การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอน เพื่อช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในการจัดให้กระบวนการเรียนรู้  และกิจกรรมการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้างความสนใจใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา ตลอดจนช่วยสร้างเสริมความมีระเบียบวินัยให้แก่นักเรียน รวมทั้งช่วยส่งเสริมและสร้างเสริมนักเรียนทั้งในด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ได้เป็นอย่างดี ทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข รักการเรียน และเป็นคนใฝ่เรียนใฝ่รู้ในที่สุด
การสร้างบรรยากาศในการจัดการเรียนรู้นับว่ามีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ ถือเป็นการจัดสภาพแวดล้อมของการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนและการเรียนการสอนให้ดำเนินไปตามรูปแบบที่ครูกำหนดไว้  เนื่องจากจะช่วยให้นักเรียนพร้อมที่จะเรียน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียน ไม่เบื่อหน่ายในการเรียน และทำให้กระบวนการเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้ง่ายขึ้น ทั้งยังส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียน ในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา  การจัดบรรยากาศการเรียนรู้จึงเป็นเรื่องสำเป็นสำหรับครูผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง
ความหมายของการจัดห้องเรียนเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้
การจัดห้องเรียน  หมายถึง  ระบบระเบียบและกลยุทธ์เพื่อใช้ในการปฏิบัติ  การแก้ปัญหาและการนำกิจการของห้องเรียนให้เกิดการเรียนรู้ให้บรรลุตามเป้าหมายของการจัดการศึกษา
บรรยากาศ  หมายถึง ความรู้สึก สิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว เช่น บรรยากาศในที่ประชุม บรรยากาศรอบๆ บ้าน
การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงความสามารถในการแสดงพฤติกรรม ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง  ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติหรือจากการได้รับประสบการณ์

การจัดบรรยากาศการเรียนรู้  หมายถึง การจัดสภาวะแวดล้อมในการเรียนการสอนโดยเน้นความรู้สึกและความต้องการของผู้เรียน  เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่พึงประสงค์

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

E1/E2

การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม

E1 ประสิทธิภาพของกระบวนการหมายถึง ประเมินพฤติกรรมย่อยๆจากการทำกิจกรรมของผู้เรียนในบทเรียนทุกกิจกรรม (ทุกกรอบ/ข้อ) หรือจากการที่นักเรียนได้อ่านบทเรียนถูกมากน้อยเพียงใดนั่นเอง
E2 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ หมายถึง การประเมินผลลัพธ์ (Product) ของนักเรียนโดยพิจารณาจากผลการทดสอบหลังเรียน (Post-test)
ในการเขียนประสิทธิภาพของนวัตกรรมนั้นมักเขียนในลักษณะของ E1 / E2 เช่น 70/70, 80/80, 90/90 เป็นต้น
 การกำหนดเกณฑ์ E1 / E2  ให้มีค่าเท่าใด ควรกำหนดไว้ก่อนว่าในครั้งนี้ว่าจะให้มาตรฐานหรือเกณฑ์มาตรฐานเท่าใด โดยยึดเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้
1.เนื้อหาวิชาที่เป็นความรู้ ความจำ ควรตั้งเกณฑ์ให้สูงไว้ คือ 80/80, 85/85, 
2.เนื้อหาวิชาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ ควรตั้งเกณฑ์ให้ต่ำลงมาเล็กน้อย คือ 70/70, 75/75 แต่อาจตั้งเกณฑ์สูงกว่านี้ก็ได้















1. สูงกว่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้แล้วได้ค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น ตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ 90/90 แล้วคำนวณค่าประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปได้ 95/95
2. เท่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้แล้วได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้พอดี เช่น ตั้งเกณฑ์มาตรฐานไว้ 90/90 แล้วคำนวณค่าประสิทธิภาพบทเรียนสำเร็จรูปได้ 90/90
3. ต่ำกว่าเกณฑ์ คือ ตั้งเกณฑ์ E1 / E2 ไว้แล้วได้ค่าประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่เกิน + 2.5 % 
         นอกจากจะวัดประสิทธิภาพของนวัตกรรมแล้ว ผู้พัฒนาฯจะต้องพิจารณาประสิทธิผล ซึ่งเป็นความสามารถในการให้ผลอย่างชัดเจน แน่นอน ของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น ซึ่งนิยมวิเคราะห์และแปลผลได้ 2 วิธี คือ 
1.จากการพิจารณาผลของการพัฒนาด้วยการเปรียบเทียบระหว่างจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้ายด้วยการ pretest และ posttest เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการใช้นวัตกรรมโดยใช้สถิติ ที(t-test)แบบกลุ่มสัมพันธ์ ซึ่งจะทำให้นำไปอ้างอิงถึงกลุ่มอื่น ๆ ห้องอื่น ๆ และในรุ่นหลัง ๆ ด้วย (มุ่งขยายผล) จึงต้องวิเคราะห์โดยใช้การทดสอบสมมติฐานด้วยการสถิติเชิงอนุมานเพื่อการอ้าง อิงไปยังประชากร 
2. จากการหาดรรชนีประสิทธิผล (Effective Index) ซึ่งอยู่ในรูปอัตรส่วนดังสูตรต่อไปนี้
ดรรชนีประสิทธิผล = (ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน - ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน) หารด้วย
(จำนวนนักเรียนxคะแนนเต็ม - ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน)
แหล่งที่มา 
http://ird.rmuti.ac.th/newweb/fmanager/files/7.padungchai.doc


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

Log Frame

การจัดทำโครงการโดยใช้ตารางเหตุผลสัมพันธ์ (Logical Framework)
               Logical Framework หรือ Log Frame หรือตารางเหตุผลสัมพันธ์ หมายถึง การเขียนโครงการอย่างเป็นระบบ โดยมองความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ของโครงการและสัมพันธ์กับแผนงานด้วยหลักเหตุผล พร้อมทั้งวิเคราะห์โครงการ โดยใช้หลัก “ค่าใช้จ่ายเปรียบเทียบกับประสิทธิผลที่จะได้รับจากโครงการ” หรืออาจจะสรุปเป็นหลักการง่าย ๆ คือ หลักการแสดงความสัมพันธ์ในเชิงเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันและประสานกัน ทั้งในแนวตั้ง (Vertical Logic)  และแนวนอน (Horizontal Logic) ขององค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโครงการ โดยแสดงรายละเอียด  ในรูปตาราง 4 X 4 matrix ซึ่งมีตารางรวมทั้งสิ้น 16 ช่อง เพื่อให้ทราบว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์อย่างไร (what) จะดำเนินการอย่างไร (how) ปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ และยังระบุไว้ด้วยว่า จะสามารถวัดผลงานและความสำเร็จของโครงการได้อย่างไร จะได้ข้อมูลมาจากแหล่งใดและโดยวิธีการใด
กรอบขั้นตอนสำคัญในการพัฒนากรอบเข้าสู่ระบบได้รับการปรับแต่งและรัฐอย่างชัดเจน
§  จุดมุ่งหมายโดยรวม
§  จุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง
§  แสดงผลและผลที่คาดว่าจะ








ให้แน่ใจว่าได้ตรวจสอบว่าทั้งหมดขององค์ประกอบเหล่านี้ "พอดี" ด้วยกันและจะช่วยให้การส่งมอบผลลัพธ์ที่ต้องการ. ทำไมเป็น Log Frame ?
§  โปรแกรมแผนที่จากวัตถุประสงค์เพื่อผลลัพธ์: อย่างเป็นระบบของการทำแผนที่ความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่นำเสนอและผลที่คาดหวังและผลของกิจกรรมเหล่านี้
§  ระบุจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้นในการวางแผน:มันออกวางองค์ประกอบของการออกแบบโครงการที่ดีและช่วยระบุจุดอ่อนในขั้นตอนการวางแผนก่อนที่จะวางแผนในรายละเอียดและการดำเนินการ
§  สร้างกรอบการทำงาน:มันทำหน้าที่เป็นกรอบสำหรับการติดตามและประเมินผล
§  สำหรับเงินอุดหนุนและเงินทุน:ข้อเสนอส่วนใหญ่ทุนและการใช้เงินทุนที่จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบกรอบจะรวมอยู่ในใบสมัครทุน
§  จัดการเวลาและทรัพยากร:มันทำหน้าที่เป็นรากฐานในการจัดการเวลาและทรัพยากรในโครงการ

สรุป
ตัวชี้วัด
แหล่งข้อมูล/การตรวจสอบ
เงื่อนไข/ข้อกำหนด
เป้าหมาย (Goal)




วัตถุประสงค์  (Purpose)




ผลผลิต/ผลงาน  (Outputs)




กิจกรรม (Inputs)
องค์ประกอบแนวนอน แสดงรายละเอียดขององค์ประกอบแนวตั้งในแต่ละระดับ ประกอบด้วย 
1) คำสรุป เป็นคำอธิบายสั้น ๆ ขององค์ประกอบแนว ตั้งระดับต่าง ๆ ในช่องจุดมุ่งหมาย วัตถุประสงค์ ผลงาน และปัจจัยหรือกิจกรรมและทรัพยากร เวลาเขียนลงตารางนิยมเขียนให้สั้นที่สุด 
2) ตัวบ่งชี้ เป็นดัชนีพิสูจน์ความสำเร็จ ในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นข้อความสั้น ๆ ที่จะช่วยให้ทราบว่า การดำเนินงานตามโครงการนั้นประสบความสำเร็จดังข้อกำหนดที่ระบุไว้ในคำสรุปแล้ว ตัวบ่งชี้ความสำเร็จของคำสรุปแต่ละตัวอาจมีได้หลายอย่างหรือหลายตัว
3) แหล่งข้อมูล และการตรวจสอบ รายละเอียด ของช่องนี้จะเกี่ยวข้องกับวิธีการวัดเป็นสิ่งที่จะบอกว่าตัวบ่งชี้ความสำเร็จนั้นได้มาอย่างไร จากไหน เช่น จากการสำรวจหรือจากแหล่งสถิติหรือแหล่งข้อมูลใดบ้าง
4) เงื่อนไขของความสำเร็จ หรือ ข้อกำหนดเบื้องต้น เป็นการกล่าวถึงสิ่งที่คาดหมาย เพื่อสนับสนุนว่าความสำเร็จที่ระบุไว้ในคำสรุปนั้นจะเกิดขึ้นตามต้องการ ถ้ามีสภาพแวดล้อมหรือมีลักษณะเป็นไปตามเงื่อนไขที่กล่าวไว้ ตัวเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นจะต้องมีความเป็นไปได้และสมเหตุสมผล สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลและ/หรือวิธีพิสูจน์ ตัวบ่งชี้ความสำเร็จและคำสรุป ในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ดังนั้น เมื่อต้องการพิสูจน์ความสำเร็จของโครงการในขั้นต้นจะสามารถตรวจสอบจากเงื่อนไขได้ก่อนว่าสมเหตุผลหรือมีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด การกำหนดเงื่อนไขจึงเป็นสิ่งที่กระทำได้ไม่ง่ายนัก เงื่อนไขแต่ละกรณีอาจมีได้มากกกว่าหนึ่งถ้ามีความจำเป็นหรือมีเหตุผลเหมาะสม รูปแบบของ Log Frame พร้อมลักษณะเฉพาะหรือคำอธิบายของตารางแต่ละช่องจะเป็นดังนี้จุดแข็ง จุดอ่อน Log Frame
จุดแข็ง
1.เป็นการเขียนโครงการตามหลักตรรกวิธีซึ่งจะทำให้โครงการมีความสมเหตุสมผลน่าเชื่อถือและบรรจุเนื้อหาสาระอย่างเป็นหมวดหมู่และมีความชัดเจนไว้ในที่เดียวกันช่วยทำให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจโครงการได้อย่างรวดเร็ว 
2. เป็นเครื่องมือที่บังคับให้ผู้จัดทำแผน/โครงการ คิดวางแผนโครงการให้ละเอียดถี่ถ้วน 
3. อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้วิเคราะห์โครงการหรือผู้พิจารณาโครงการ เพราะสิ่งที่ต้องพิจารณาปรากฏอยู่ใน Log Frame หมดแล้ว 
4. สำหรับผู้บริหารโครงการ Log Frame จะช่วยให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสรุปโครงการ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการได้เป็นอย่างดี 
5. ผู้ประเมินโครงการสามารถพิจารณาการประเมินผลจาก Log Frame ได้โดยดูจากตัวบ่งชี้ แหล่งข้อมูลหรือวิธีการพิสูจน์และเงื่อนไข 
6. ในกรณีที่มีปัญหาอุปสรรคทำให้โครงการไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็อาจจะใช้ Log Frame เป็นแนวทางที่จะตัดสินใจว่าสมควรจะปรับปรุงโครงการนั้น หรือจะจัดทำโครงการขึ้นมาใหม่เพื่อเสริมโครงการเดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 
จุดอ่อน
1. การจัดทำโครงการแบบ Log Frame จะต้องจัดเตรียมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบถ้วนชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ 
2. การเขียนรายละเอียดโครงการลงในแต่ละช่องของ Log Frame จะต้องระมัดระวังให้มีความรัดกุมชัดเจน                    และสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน จึงใช้เวลาในการเขียนมาก ทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากผู้จัดทำโครงการที่จะนำเอา Log Frame มาใช้ในการจัดทำโครงการเท่าที่ควร 
3. การจัดทำโครงการระบบ Log Frame มีประโยชน์มากในการเขียนโครงการที่มีวัตถุประสงค์ประการเดียว ถ้าจะนำวิธีการนี้มาเขียนโครงการที่มีวัตถุประสงค์หลายอย่าง (Multiple Objective) มักจะใช้เขียนไม่ได้ ดังนั้นผู้จัดทำโครงการจึงต้องแยกเขียนเป็นโครงการย่อย ๆ หลายโครงการ เพื่อทำให้โครงการที่เขียน                  แต่ละโครงการมีวัตถุประสงค์เพียงประการเดียว 
บทสรุป 
Log Frame หมายถึง การจัดทำโครงการที่มีการพิจารณาโครงการอย่างเป็นระบบ ใช้หลักการความสัมพันธ์ เน้นหลักการวิเคราะห์แบบ เปรียบเทียบกับประสิทธิผล และผลสัมฤทธิ์ และใช้หลักเหตุและผล แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่สำคัญของโครงการ โดยมีการสรุปสาระสำคัญของโครงการไว้ในตาราง 16 ช่อง แต่ Log Frame ก็มีความยุ่งยากในตัวเอง การปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเตรียมข้อมูลรายละเอียดและการเขียนสรุปสาระลงตารางที่สอดคล้องเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ซึ่งต้องใช้เวลามากในการเขียนโครงการ แต่ในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงต้องมีการปรับตัวเข้าสู่การบริหารที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ที่จะต้องระบุผลผลิต ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและสามารถวัดผลสำเร็จของแผนงานโครงการต่าง ๆ การเขียนโครงการแบบ Log frame จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ของการทำงานต่าง ๆ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนและติดตามประเมินผลได้ Log Frame จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์นั่นเอง อย่างไรก็ตามแต่ละหน่วยงานยังมีรูปแบบการเสนอโครงการที่เป็นแบบดั้งเดิม ผู้เขียนขอเสนอให้คิดและร่างกรอบโครงการลงในตารางเหตุผลสัมพันธ์ แล้วจึงค่อยนำมาบรรยายตามประเด็นหัวข้อที่กำหนด โดยให้มีสาระสำคัญตาม Log frame หรือกรณีมีโครงการอยู่แล้ว และต้องการทดสอบความสัมพันธ์ความเป็นเหตุและผลของโครงการ อาจใช้วิธีกลับกัน โดยให้สรุปสาระสำคัญของโครงการลงในตาราง Log frame
แหล่งข้อมูล
http://www.world-heart-federation.org/what-we-do/awareness/kids-on-the-move-toolkit/1-planning/writing-the-plan/log-frame/